วันพฤหัสบดีที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2552

แนะนำวิธีเรียนภาษาอังกฤษให้ได้ดี ข้อความ

ข้อ : แนะนำวิธีเรียนภาษาอังกฤษให้ได้ดี ข้อความ :
เทคนิคที่เคยใช้และอยากแนะนำคือ 1) ท่องวันละ 3-4 คำก็พอแล้ว แค่นี้ถือว่ามากแล้ว การท่องศัพท์นั้นอย่าท่องเพียงแค่คำและความหมาย ต้องท่องข้อมูลของคำศัพท์ให้ครบทุกอย่างเกี่ยวกับคำๆนั้น ได้แก่ การสะกดคำ การออกเสียง (สำคัญมาก เพราะคำภาาษอังกฤษหลายคำออกเสียงไม่ตรงกับการสะกดที่เราเห็นหรือนึกคิดไว้ คำที่คนไทยมักออกผิดๆเช่น southern อ่านออกเสียงทำนองว่า ซัทเทิ้น ไม่ใช่เซ้าเทิ้น) รวมถึงตำแหน่งการเน้นเสียงหนัก (stress) เพราะถ้า stress ผิดก็ให้ความหมายผิด เช่น Jack is important. VS Jack is impotent. ทั้งสองคำออกเสียงคล้ายกัน ต่างกันตรงที่ stress (เสียง r ไม่ใช่ข้อแตกต่างที่สำคัญเพราะคนอังกฤษไม่ออกเสียง r ที่ท้ายพยางค์) คำแรกเน้นที่พยางค์ที่ 2 คำที่สองเน้นที่พยางค์ที่ 1 ประโยคแรกแปลว่า เขาเป็นคนสำคัญ ประโยคหลัง แปลว่า เขามีปัญหาเรื่องการมีเพศสัมพันธ์เพราะนกเขาไม่ขัน (อวัยวะเพศไม่แข็งตัว) นอกจากนี้เมื่อรูปคำเปลี่ยนไป เช่นจากนามเป็นกริยาหรือคุณศัพท์ ตำแหน่งการ stress จะเปลี่ยนไปด้วย นอกจากนี้ก็ต้องท่องข้อมูลทางไวยากรณ์ของคำศัพท์ เช่น ประเภทของคำ (คำนาม/กริยา/คุณศัพท์) ถ้าเป็นคำนาม เป็นนามนับได้หรือนับไม่ได้ ถ้านับได้ มีรูปพหูพจน์คืออะไร คำจำนวนมากที่มาจากภาษาต่างประเทศ มีรูปพหูพจน์ แตกต่างจากที่เราเห็นด้วยทั่วไป เช่น stimulus-stimuli (สิ่งกระตุ้น สิ่งเร้าใจ) curriculum-curricular (หลักสูตร) คำพวกนี้ไม่ผันรูปพหูพจน์ตามกฏที่เราเรียน และต้องรู้การใช้คำคู่กันด้วย เช่น คำคุณศัพท์ตัวนี้ ใช้คู่กับคำบุพบทตัวไหน tolerant (อดทน) ใช้คู่กับ towards / of อีกประเด็นคือ พยายามสังเกตการใช้คำในตัวอย่างประโยคด้วย จากพจนานุกรมฉบับดีๆ จะช่วยทำให้เราเรียนรู้การใช้ศัพท์ได้ดีขึ้น จะเห็นได้ว่าแค่นี้ก็มีข้อมูลที่ต้องจำเยอะมากแล้วสำหรับคำหนึ่งคำ ซึ่งน้องๆอาจจะท่องคำที่มีความหมายเหมือนหรือตรงกันข้ามประกอบด้วยก็จะเพิ่มพูมความรู้ศัพท์เราได้เพิ่มขึ้น 2) แนะนำว่าท่องวัน 3 หรือ 4 คำก็พอ ท่องทุกวัน เมื่อครบ 1 สัปดาห์ ก็ควรทบทวน 1 ครั้ง ต่อ สัปดาห์ ครบเดือนก็ทบทวนครั้งใหญ่สักรอบ น้องๆจะได้ศัพท์ใหม่ๆ ประมาณ 20-30 คำ/สัปดาห์ ซึ่งเวลาเรากลับมาทบทวนครั้งหนึ่งๆ ก็ถือว่าเป็นจำนวนมากแล้วครับ ไม่ควรท่องมากเกินกว่านี้ (สำหรับคนที่มีความจำปานกลาง) เพราะถ้าท่องมาก เวลากลับมาทบทวนก็ต้องทบทวนมากขึ้น โอกาสลืมคำเก่าๆที่ท่องไปแล้ว ก็มีมากตามไปด้วย ที่สำคัญ ต้องกลับมาทบทวนคำศัพท์บ่อยๆ เพราะคำยากๆบางคำที่เราอาจจะไม่มีโอกาสใช้เลยในการพูดหรือเขียนของเรา และเมื่อเวลาผ่านไป เราก็จะลืมคำๆนั้น แต่อาจมีโอกาสพบเจอคำๆนั้นในการฟังหรือการอ่านในภายหลัง 3) การท่องศัพท์แค่นี้ไม่ถือว่าเสียเวลามากมาย อาจใช้เวลาเพียงแค่ 5-10 นาทีต่อวันซึ่งทำได้ในช่วงก่อนเข้านอน หรือระหว่างทำธุระในห้องน้ำ หรือระหว่างเดินทางในรถ คนเราหลายคนเสียเวลาคุยเรื่องไร้สาระหรือนินทาชาวบ้านได้เป็นชั่วโมง แล้วแค่ท่องศัพท์วันละ 5-10 นาทีแค่นี้ทำไมจะทำให้ตัวเองบ้างไม่ได้ 4) แนะนำให้หาสมุดเล่มเล็กๆที่พกพาไปไหนมาไหนได้ง่ายครับ สำหรับจดศัพท์และข้อมูลศัพท์ เผื่อฆ่าเวลาระหว่างการเดินทางหรือรอคิวหรืออะไรก็ตาม ก็จะหยิบมาท่องศัพท์ได้ง่าย 5) ไม่ต้องแบ่งแยกว่าศัพท์ตัวไหนควรรู้หรือไม่ควรรู้ ส่วนตัวเรียนรู้เองตั้งแต่อยู่มัธยมว่า โรคไส้ติ่งอักเสบ และการผ่าตัดไส้ติ่ง (appendectomy) ภาษาอังกฤษใช้คำว่าอะไร จำได้ว่าวันหนึ่งเมื่ออยู่ปี 2 มีโอกาสได้ใช้คำๆนี้เป็นประโยชน์อย่างมาก เพราะเพื่อนคนหนึ่งต้องผ่าตัดไส้ติ่งและมาสอบไม่ได้ ซึ่งก็โชคดีที่สามารถบอกเหตุผลกรรมการคุมสอบซึ่งเป็นอาจารย์ฝรั่งได้ อีกครั้งคือ ครั้งแรกที่เดินทางไปต่างประเทศ และไปลำพังคนเดียว โชคร้ายที่ป่วยกระทันหันและต้องเข้า รพ ที่ต่างประเทศ โชคดีที่มีความรู้ด้านศัพท์ในบริบททางการแพทย์ติดตัวบ้าง ทำให้ตัวเองสามารถพูดคุยกับแพทย์และพยาบาลได้อย่างไม่ลำบากเกี่ยวกับเรื่องอาการเจ็บป่วย และยังเป็นประโยชน์กับคนอื่นตรงที่ เนื่องจากแพทย์และพยาบาลเห็นว่าพูดภาษาอังกฤษได้ดี อาจารย์แพทย์ขออนุญาตผมให้นศ แพทย์ของเขามาสัมภาษณ์ผมเพื่อศึกษาอาการเจ็บป่วยของผม ทั้งนี้คือผลจากการสะสมความรู้ในอดีตและสามารถนำมาใช้ได้ทันทีในเหตุการณ์บางอย่างที่นึกไม่ถึงว่าจะมีโอกาสได้ใช้จาก : Cantabrigian & Oxonian - 10/01/2006 19:13 ว่าไง เห็นด้วยมั้ย:

ที่มา http://board.dserver.org/h/hahaed/00006043.html

วันพุธที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2552

โปรแกรมเรียนภาษาจีน ชุด คำนามเกี่ยวกับครอบครัว


โปรแกรมเรียนภาษาจีน ชุด คำนามเกี่ยวกับครอบครัว : ให้ความรู้เกี่ยวกับคำเรียก พ่อ แม่ พี่ชาย น้องชาย พี่สาว น้องสาว ปู่และย่า เป็นภาษาจีนกลาง ทั้งตัวอักษรจีน คำอ่าน คำแปล สำหรับคำอ่านนั้นควรที่จะได้รับคำแนะนำ จากเหล่าซรืออีกครั้ง เพื่อความถูกต้อง ชัดเจน

AceReader Pro (โปรแกรม ฝึกทักษะ การอ่าน ภาษาอังกฤษ)

AceReader Pro (โปรแกรม ฝึกทักษะ การอ่าน ภาษาอังกฤษ)
AceReader Pro (โปรแกรม ฝึกทักษะ การอ่าน ภาษาอังกฤษ) : สำหรับ โปรแกรมนี้ก็ เป็นโปรแกรมที่จะช่วยคุณ เพิ่มทักษะในการอ่านภาษาอังกฤษ ให้ดียิ่งขึ้น โดยที่มีระดับในการอ่านให้เลือกตั้งแต่ระดับ เกรด 1 ถึง เกรด 12 จนถึง ระดับผู้ใหญ่ เมื่อทำการอ่านผ่านโปรแกรม ก็จะทำการวิเคราะห์ คำที่คุณอ่านเข้าไป แล้วจะมีคำแนะนำให้คุณทำตาม ซึ่งสามารถใช้งานได้ทั้งแบบ Online และแบบ OffLine เรียกได้ว่า ถ้าจบ การอ่าน การฝึก ด้วยโปรแกรมนี้ ไปแล้ว ฝรั่ง เจ้าของภาษา ยังเรียกพี่ละครับ งานนี้ (เว่อร์ไปป่าวเนี๊ย) อิอิ .... NotE : โปรแกรมนี้เป็น Shareware ท่านสามารถนำไปทดลองใช้ได้ 30 วัน หากถ้าเกิดว่า ติดใจและต้องการ จดทะเบียน ก็ต้องเสียค่าใช้จ่าย $49.95 ครับ และท่านสามารถติดต่อ ผู้จัดทำโปรแกรมนี้ได้ทาง
Info@stepware.com E-Mail(ภาษาอังกฤษ) นี้ได้เลยครับ
English Description : Speed Reading, Assessment and Online Reader Software. Improve your reading skills by training with Drills and Games. Track your progress by taking Comprehension Tests (for grades 1-12 plus adult). Read efficiently online with the Online Reader. Utilizes Tachistoscope Technology. Very customizable with many option settings and ability to create your own Drills. Includes Startup Wizard Screen. For all ages (professionals to children).
Download Program::
http://www.thaiware.com/main/download.php?id=2686&mirror=0

วันพุธที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2552

โปรแกรม คำศัพท์แสนกล (HANGMAN)

โปรแกรม คำศัพท์แสนกล (HANGMAN) การฝึกฝนการใช้ภาษาอังกฤษเนี่ย นับว่าเป็นเรื่องที่ดีนะคะ เพราะไม่เพียงแต่เรื่องความบันเทิงเท่านั้น ที่ภาษาอังกฤษมีบทบาท ในด้านวิชาการ หรือความรู้แขนงต่าง ๆ หนังสือตำรับตำรามากมายก็ถูกเขียนขึ้น โดยใช้ภาษาอังกฤษ ถ้าเราสามารถอ่านได้เอง ก็จะเป็นการดี เพราะจะช่วยให้เราทันโลก ทันสมัย ได้ความรู้ใหม่ ๆ ในแขนงที่เราสนใจ โดยไม่ต้องง้อ รอตำราแปลไงล่ะจ๊ะ แต่จะว่าไป ภาษาอังกฤษ ก็เป็นยาขมสำหรับหลายคนนะคะ หยิบจับขึ้นมาทีไร ก็พาลจะง่วงนอนทุกที เดี๋ยวนี้การฝึกทักษะทางภาษาอังกฤษ ก็มีการพัฒนารูปแบบออกมามากมายล่ะค่ะ ไม่ต้องมานั่งอ่าน นั่งท่องกันเฉย ๆ วันนี้มีอีกวิธีมา แนะนำค่ะ ลองมาฝึกทักษะทางภาษาผ่านทางเกมกันบ้างดีกว่านะคะ เผื่อว่าจะช่วยให้หลายคนหายเบื่อกันไปได้บ้าง

แสดงรายละเอียดของโปรแกรม HANGMAN


แสดงภาพการใช้โปรแกรม HANGMAN
โปรแกรมที่อยากจะแนะนำนี้มีชื่อว่า โปรแกรม คำศัพท์แสนกล หรือ HANGMAN ค่ะ โปรแกรมนี้ดีมาก ๆ เลยนะคะ และที่สำคัญ เป็นโปรแกรมที่พัฒนาโดยคนไทยค่ะ ผู้พัฒนาก็คือ อ. ทองจุล ขันขาว หากว่าใครเคยเล่นเกม HANG MAN มาบ้าง ก็คงจะพอนึกออกล่ะค่ะ โปรแกรมนี้ก็ประยุกต์มาจากเกมที่เราเคยเห็นนั่นล่ะค่ะ จุดมุ่งหมายก็คือ จะช่วยในเรื่องการสะกดคำนะคะ โดยจะมีช่องว่างมาให้ตามความยาวของตัวอักษรทั้งหมดของคำนั้น ๆ โดยเราจะต้องเติมทีละตัวจนครบ เพื่อให้ได้คำศัพท์ที่สมบูรณ์ ซึ่งในแต่ละครั้งของการเติมนั้น ถ้าเราเติมได้ถูก อักษรนั้นก็จะไปปรากฎในตำแหน่งของมัน แต่ถ้าเราเติมผิด เราก็จะต้องถูกคาดโทษด้วยการค่อย ๆ กลายเป็นมนุษย์ HANG MAN! .. น่าสนุกไม๊ล่ะคะ ที่เล่า ๆ มาเนี่ย อาจจะไม่เห็นภาพซักเท่าไหร่ สงกะสัยว่าคุณ ๆ จะต้องลองหาดาวน์โหลดมาเล่นเองแล้วล่ะค่ะ โปรแกรมนี้ นับว่า เล่นสนุก แล้วก็ได้ความรู้ด้วยนะคะ เหมาะสำหรับทั้งเด็กและผู้ใหญ่ หรือจะเล่นเป็นหมู่คณะก็ยังไหว ลองเข้าไปที่
ที่มา http://www.thaijobmarket.com/cgi-bin /free_download/download.pl?


วันพุธที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2551

เกมส์ฝึกทักษะทางภาษาอังกฤษ



โปรแกรม เกมส์ ฝึกทักษะภาษาอังกฤษ Speak Out : สำหรับตัวนี้ก็เป็น เกมส์ ปริศนาคำใบ้ หาศัพท์ในประโยคภาษาอังกฤษสำหรับใช้ในชีวิตประจำวัน พร้อม Download หมวดหมู่ศัพท์เพิ่มเติมได้อีก และบรรทึกคะแนนเข้าเว็บได้ เพื่อเทียบกับคนอื่นๆ มีทั้งยากและง่าย พร้อม Run เป็น EXE ได้ทันที โดยไม่ต้องมีโปรแกรมอื่นในการช่วย RUN เป็น Application พัฒนาด้วย Delphi ธรรมดา โดยใช้ XML นะครับผม ..
Additional Information : การเล่นเกมส์ ในแต่ละระดับจะมี 30 คำถาม ที่เป็นประโยคภาษาไทย ท่านจะต้องกล่าวภาษาอังกฤษที่ได้ใจความ เดียวกัน โดย Program จะมีตัวอย่างประโยคให้แล้ว แต่ขาดคำศัพท์ ไปเพียง 1 คำ ท่านจะต้องหาก่อนว่า คำที่ขาดหายไปนั้น หมายถึงคำที่มีความหมายในภาษาไทยว่าอย่างไร เมื่อรู้ความหมายแล้วก็ให้เดาว่าคำนั้นสะกดว่าอย่างไร โดยพยายามเดาให้น้อยครั้งที่สุด และเร็วที่สุด เพราะโปรแกรมจะจำกัดเวลาในแต่ละข้อตามความเหมาะสม และให้ทดลองได้ 2 เท่าของจำนวนตัวอักษรของคำนั้นๆ ครับ
เริ่มเล่นโดยกดปุ่ม Start ทายคำโดยการกด Keyboard ครั้งละ 1 ตัวอักษร โดยไม่จำเป็นต้องเรียงกัน และถ้ามี มากกว่า 1 ตัวอักษรที่ซ้ำกัน ก็จะได้รับการแสดงผลทันทีทั้งหมด เมื่อทายถูก หรือหมดเวลา หรือ เกินจำนวนครั้ง ก็ให้กดปุ่ม NEXT โดยอาจจะใช้ปุ่ม SPACE BAR เพื่อความสะดวกก็ได้ ไม่ควรใช้ปุ่ม Back Space เพราะเป็นการสิ้นเปลืองโดยเปล่าประโยชน์ ท่านสามารถตรวจสอบคะแนนสูงสุดได้หากเครื่องของท่านต่ออยู่กับระบบ Internet โดยไปที่ Menu Internet ซึ่งหากคะแนนสูงสุดได้รับการแสดง
และถ้าหาก ท่านทำคะแนนได้มากกว่า โปรแกรมก็จะแนะนำให้คุณบันทึกไปไว้ที่เว็บไซต์ โดยการติดต่อผ่านทาง Internet ท่านจะต้องลงทะเบียน (ฟรี) เพื่อให้สามารถติดต่อท่านได้ในการรับรางวัลประจำเดือน สำหรับผู้ที่มีคะแนนสูงสุดต่อไป ท่านสามารถ Download บทฝึกเพิ่มเติมได้จากทาง
เว็บไซต์ Thaixml.com โดยข้อมูลใหม่ๆ จะมีการนำมาเพิ่มตลอดเวลา หากมีข้อผิดพลาดในการเชื่อมโยงทาง Internet คะแนนที่ท่านทำได้จะไม่สามารถเก็บไว้ส่งไปบันทึกที่เว็บไซต์ ได้ใน โอกาสต่อไปได้ ครับ ...
Note : แจก FREE ให้เอาไปใช้กันนะครับสำหรับตัวนี้ โดย ข้อแนะนำติชม ต่างๆ ประการใด คุณสามารถที่จะติดต่อกับผู้พัฒนา โปรแกรมนี้ได้ทาง
E-Mail นะครับผม ..
http://www.thaiware.com/main/info.php?id=916 - 40k

วันอังคารที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

การใช้คอมพิวเตอร์เพื่อฝึกทักษะทางภาษา


การนำคอมพิวเตอร์มาช่วยสอนเป็นวิธีจัดการเรียนการสอนวิธีหนึ่งที่ใช้คอมพิวเตอร์เป็นตัวถ่ายทอดเนื้อหาหรือบทเรียนไปสู่ผู้เรียน มีบทบาทในการช่วยให้ผู้เรียนได้เรียนรู้มากขึ้น และสามารถตอบสนองต่อความแตกต่างระหว่างผู้เรียนได้ จึงทำให้ปัจจุบันมีการนำคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยในการเรียนการสอนภาษาอังกฤษอย่างกว้างขวาง คำที่นิยมใช้เรียกคอมพิวเตอร์ช่วยสอนมี 2 คำ คือ CAI : Computer-Assisted Instruction กับ CAL : Computer-Assisted Learning โดยคำว่า CAI นิยมใช้ในสหรัฐอเมริกา และ CAL นิยมใช้ในยุโรป แต่มีความหมายอย่างเดียวกัน (วสันต์ จันทโรภพ 2536 : 12-13) และต่อมาได้มีการพัฒนานำเอาคอมพิวเตอร์มาใช้ในการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ มีชื่อเรียกว่า CALL : Computer-Assisted Language Learning (ผ่าน บาลโพธิ์ 2534) มีผู้กำหนดความหมายของ CALL ไว้หลายอย่าง
สามารถสรุปได้ว่า หมายถึงเทคโนโลยีสื่อการสอนที่ทันสมัยซึ่งอยู่ในรูปของซอฟแวร์คอมพิวเตอร์ ที่ครูใช้เพื่อช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ภาษาของผู้เรียนที่มีความสามารถในการเรียนรู้ต่างกัน โดยใช้เพียงสื่อการสอนชนิดหนึ่งในชั้นเรียนเท่านั้น ไม่สามารถใช้สอนแทนครูทั้งหมดได้
คอมพิวเตอร์ช่วยสอนภาษามีการพัฒนาควบคู่กับทฤษฎีทางการเรียนรู้และวิธีการสอนภาษาอังกฤษ ซึ่งวอร์ชาเออร์ (Warchauer อ้างอิงใน Torut 1999) ได้แบ่งออกเป็น 4 ระยะดังนี้
1. คอมพิวเตอร์ช่วยสอนภาษาในยุคพฤติกรรมนิยม (Behavioristic CALL) ยึดถือทฤษฎีการเรียนรู้แบบพฤติกรรมนิยม ให้ความสำคัญกับการฝึกฝนซ้ำ ๆ ซอร์ฟแวร์ส่วนใหญ่เป็นแบบฝึกหัดเพื่อปฏิบัติและฝึกฝน คอมพิวเตอร์เป็นเหมือนผู้ช่วยสอน (Tutor) กิจกรรมในการเรียนรู้ส่งเสริมความถูกต้องของภาษามากกว่าความคล่องแคล่วในการใช้ภาษา มีจุดอ่อนที่ยังไม่ได้รับการยอมรับในเชิงเหตุผลและการสอนจากทั้งนักทฤษฎีและนักปฏิบัติ
2. คอมพิวเตอร์ช่วยสอนภาษาในยุคภาษาเพื่อการสื่อสาร (Communicative CALL) ให้ความสำคัญกับการสื่อสารที่แท้จริงมากกว่าการฝึกฝนและการทำแบบฝึกหัด นำเสนอกิจกรรมทุกอย่างบนคอมพิวเตอร์ ให้ความสำคัญกับการใช้ภาษาในสถานการณ์ต่าง ๆ ไม่มีรูปแบบของการฝึกฝนภาษาซ้ำ ๆ ใช้วิธีการสร้างข้อความใหม่ ๆ ในการอ่านเพื่อชี้นำ ให้แบบฝึกหัดเติมคำในช่องว่าง มีจุดอ่อนที่คอมพิวเตอร์ยังไม่ได้บูรณาการเข้ากับหลักสูตรอย่างเต็มที่ การนำมาใช้ส่วนใหญ่เป็นการทดลอง ยังไม่ได้ใช้เป็นพื้นฐานของการศึกษาโดยรวม
3. คอมพิวเตอร์ช่วยสอนภาษาในยุคบูรณาการแบบสื่อหลากหลาย (Integrative CALL Multimedia CD-ROM) ซอฟแวร์ประกอบด้วยสื่อหลายประเภท เช่น ข้อความ ภาพ เสียง ภาพเคลื่อนไหว และเทปโทรทัศน์ มีการพัฒนาซอฟแวร์ที่ใช้ในการเขียนโปรแกรม เช่น Toolbook, Authoware และ Director ให้ใช้ง่ายและมีประสิทธิภาพมากขึ้น สร้างจากแนวการสอนภาษาเพื่อการสื่อสารเพื่อสร้างแรงจูงใจจากภายในของนักเรียน กระตุ้นให้เกิดกิจกรรมระหว่างผู้เรียนกับผู้เรียน และผู้เรียนกับคอมพิวเตอร์ มีการรวบรวมสื่อหลายหลายไว้ด้วยกัน ผู้เรียนสามารถเรียนรู้และประเมินความก้าวหน้าได้ด้วยตนเอง สภาพแวดล้อมในการเรียนรู้ภาษาอยู่ในสถานการณ์ที่เป็นจริงมากขึ้น ผู้เรียนได้ใช้ทักษะทั้งสี่ด้านของภาษา คือ ฟัง พูด อ่าน และเขียน ผู้เรียนสามารถเรียนรู้บทเรียนต่าง ๆ เช่น คำอธิบายไวยากรณ์ อภิธานศัพท์ การออกเสียง และแบบฝึกหัด เป็นต้น
4. คอมพิวเตอร์ช่วยสอนภาษาในยุคบูรณาการอินเตอร์เนต (Integrative CALL-Internet) มีลักษณะเป็นที่รวบรวมสื่อหลากหลายประเภทจากอินเตอร์เนต เช่น ข้อความ รูปภาพ เสียง ภาพเคลื่อนไหว และวีดีทัศน์ มีการเชื่อมแหล่งความรู้ต่าง ๆ ทางอินเตอร์เนตเข้าด้วยกันด้วยความเร็วสูง ยึดตามแนวทฤษฎีการสอนภาษาเพื่อการสื่อสาร สร้างแรงจูงใจจากภายในของนักเรียนเพื่อการสื่อสารที่เป็นธรรมชาติ กระตุ้นให้มีกิจกรรมระหว่างผู้เรียนและผู้ใช้อินเตอร์เนตทั่วโลก สภาพแวดล้อมในการเรียนรู้ภาษาอยู่ในสถานการณ์ที่เป็นจริงมากขึ้น ผู้เรียนได้ใช้ทักษะทั้งสี่ด้านของภาษา ให้ความสำคัญกับเนื้อหาที่หลากหลายและวัฒนธรรมที่ต่างกัน
คอมพิวเตอร์ช่วยสอนสามารถแบ่งเป็น 7 ประเภท ดังนี้ (Torut 1999 ; วารินทร์ รัศมีพรม 2531 ; Heinich, Molenda and Russell 1993) คือ
1. แบบฝึกหัดหรือปฏิบัติ (Drill and Practice)
2. แบบสอนเนื้อหา (Tutorial)
3. แบบสถานการณ์จำลอง (Simulation)
4. แบบสาธิต (Demonstration)
5. แบบเกมการสอน (Instructional Games)
6. แบบทดสอบ (Test)
7. แบบแก้ปัญหา (Problem Solving)
คอมพิวเตอร์ช่วยสอนมีประโยชน์มากมายทั้งต่อผู้สอน ผู้เรียนและการจัดการเรียนการสอน ซึ่งกล่าวโดยสรุปคือ คอมพิวเตอร์ช่วยสอนภาษาอังกฤษคือสื่อการสอนที่เป็นผู้ช่วยครูในการกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดแรงจูงใจในการเรียนรู้ทางภาษา และส่งเสริมการเรียนรู้ด้วยตนเองของนักเรียน นักเรียนสามารถเลือกบทเรียนที่เหมาะสมกับตัวเองได้ และมีการเรียนรู้เป็นขั้นตอนตามโปรแกรม (ประพันธ์ กาวิชัย 2540 ; กิดานันท์ มะลิทอง 2536 ; กฤษมันต์ วัฒนาณรงค์ 2536 ; สมบูรณ์ บูรณ์ศิริรักษ์ 2539 ; Galavis 1998 ) แต่ในขณะเดียวกัน คอมพิวเตอร์เป็นเพียงเครื่องจักรชนิดหนึ่ง ย่อมต้องมีข้อจำกัด เช่น ต้องมีการลงทุน โปรแกรมคอมพิวเตอร์มีน้อย เพิ่มภาระแก่ผู้สอนในการจัดเตรียมโปรแกรม บทเรียนมีการจัดลำดับการเรียนอย่างตายตัว ครูผู้สอนภาษามักขาดความรู้เรื่องคอมพิวเตอร์ บทเรียนคอมพิวเตอร์ทำให้นักเรียนขาดทักษะทางสังคม เป็นต้น (โชคชัย นันทะ 2540 ; สุพัฒน์ สุกมลสันต์ 2531 ; กฤษมันต์ วัฒนาณรงค์ 2536 ; Galavis 1998) ดังนั้น การนำคอมพิวเตอร์ช่วยสอนมาใช้ในชั้นเรียนจึงต้องคำนึงถึงข้อจำกัดที่มีของสื่อประเภทนี้ด้วย
http://web.bsru.ac.th/~tassanai/data1/kasama.doc

วันพุธที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

เริ่มต้นใช้บล็อก

1.บล็อกคืออะไร
Blog ก็คือการบันทึกบทความของตนเอง (Personal Journal) ลงบนเว็บไซต์ โดยเนื้อหาของ blog นั้นจะครอบคลุมได้ทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวส่วนตัว หรือเป็นบทความเฉพาะด้านต่าง ๆ เช่น เรื่องการเมือง เรื่องกล้องถ่ายรูป เรื่องกีฬา เรื่องธุรกิจ เป็นต้น โดยจุดเด่นที่ทำให้บล็อกเป็นที่นิยมก็คือ ผู้เขียนบล็อก จะมีการแสดงความคิดเห็นของตนเอง ใส่ลงไปในบทความนั้น ๆ โดยบล็อกบางแห่ง จะมีอิทธิพลในการโน้มน้าวจิตใจผู้อ่านสูงมาก แต่ในขณะเดียวกัน บางบล็อกก็จะเขียนขึ้นมาเพื่อให้อ่านกันในกลุ่มเฉพาะ เช่นกลุ่มเพื่อน ๆ หรือครอบครัวตนเอง

2.ประโยชน์ของบล็อก
1.ส่งงานได้รวดเร็ว
2.เก็บข้อมูลไว้ศึกษาทีหลังได้
3.ให้ผู้อื่นศึกษาต่อได้
4.สามารถมีคนเข้ามาแสดงความคิดเห็นความรู้ใหม่ๆได้ด้วย


3.ตัวอย่างของบล็อก { รูปภาพ }



4.จงเขียนชื่อผู้ให้บริการ Blog ในประเทศไทย
- Blognone บล็อกสำหรับเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับเทคโนโลยีอย่างเดียว
- เอ็กซ์ทีน
-
GotoKnow
- learners.in.th
-
บล็อกแก๊ง
-
โอเคเนชั่น
6.Blogมีส่วนประกอบที่สำคัญอะไรบ้าง
1. ชื่อบล็อก (ฺBlog Title) ส่วนของ Blog Title นี้ก็จะเป็นชื่อบล็อกนั้น ๆ
2. แท็กไลน์ (Subtitle หรือ Tag line)ตรงส่วนนี้จะเป็นคำจำกัดความของเว็บ หรือสโลแกนเก๋ ๆ ที่ใช้อธิบายถึงตัวบล็อกโดยรวม โดยตัวแท็กไลน์นี้ จะมีก็ได้ หรือไม่มีก็ได้ เพราะมันไม่สำคัญเท่ากับชื่อบล็อก
3. วันที่และเวลา (Date & Time Stamp)เป็นวันที่ และบางทีอาจมีเวลากำกับอยู่ด้วย ตัววันที่และเวลานี้ จะเป็นตัวบอกว่าบทความในบล็อกนั้นเขียนขึ้นมาเมื่อไหร่ บางครั้งอาจมีวันที่ระบุอยู่ในส่วนของ comment ด้วย ซึ่งจะเป็นการบ่งบอกว่า comment นั้นเขียนเข้ามาเมื่อไหร่เช่นกัน
4. ชื่อบทความ (Entry Title)ชื่อเรื่องของบทความที่เขียนในบล็อก
5. ตัวเนื้อหาบทความ (Entry’s Main Body)อาจเป็นตัวหนังสือ หรืออาจเป็นรูปภาพ วีดีโอ หรืออนิเมชั่น เป็นต้น โดยส่วนประกอบเหล่านี้จะรวมเป็นส่วนเนื้อหาของบทความ
6. ชื่อผู้เขียน (Blog Author)บางบล็อก อาจมีการระบุชื่อผู้เขียนไว้ในบล็อกด้วยครับ โดยตำแหน่งที่จะใส่ชื่อผู้เขียนนั้น สามารถไว้ที่ตำแหน่งใดก็ได้ เช่นด้านข้างของหน้าบล็อก (sidebar) หรืออยู่ในตัวบทความก็ได้
7. คอมเม้นต์ (Comment tag)เป็นลิงค์ที่ให้ผู้อ่านคลิกไปเพื่อกรอกคอมเม้นต์ให้กับบล็อกนั้น ๆ หรืออ่านคอมเม้นต์ ที่มีคนเขียนคอมเม้นต์เข้ามา
8. ลิงค์ถาวร (Permalink)เรียกชื่อไทยแล้วเขิ้นเขิน เราสามารถเรียกทับศัพท์ก็ได้ครับว่า เพอร์มาลิ้งค์ เจ้าลิงค์ตัวนี้คือลิงค์ที่ไปหา url ของบทความนั้น ๆ โดยตรงครับ มีประโยชน์สำหรับ blogger คนอื่น ๆ ที่อยากจะทำลิงค์หาบทความของเราโดยตรง ก็จะสามารถหา permalink ได้อย่างง่ายดายครับ โดย url ของ permalink นี้จะไม่เปลี่ยนไปตามวันและเวลาเหมือน link ของหน้าแรกของบล็อกที่บทความจะเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ครับ นี่แหละครับที่เค้าเรียกว่า ลิงค์ถาวร
9. ปฎิทิน (Calendar)บล็อกบางแห่งอาจมีปฎิทินอยู่ด้วย โดยในปฎิทินนั้นสามารถคลิกตามวันที่ เพื่ออ่านบทความของวันที่นั้น ๆ ได้สะดวกครับ
10. บทความย้อนหลัง (Archives)บทความเก่า หรือบทความย้อนหลัง อาจมีการจัดเตรียมไว้โดยเจ้าของบล็อก โดยบล็อกแต่ละแห่งอาจจัดเรียงบทความย้อนหลัง ไม่เหมือนกัน เช่นจัดเรียงรายเดือน รายสัปดาห์ รายวัน หรือจะ list บทความทั้งหมดออกมาเลยก็ได้
11. ลิงค์ไปยังเว็บอื่น (Links)เป็นจุดเด่นและความสนุกของบล็อกอีกอย่างหนึ่งเลยทีเดียวครับ โดยบล็อกแต่ละแห่ง อาจมีลิงค์ไปยังเว็บอื่นหลากหลายเว็บ บางครั้งเราสามารถเรียก link พวกนี้ว่า blogroll ก็ได้
12. RSS หรือ XMLตัว RSS นี้อาจมีเตรียมไว้ให้เราโดยอัตโนมัติ ขึ้นอยู่กับ Blogware หรือ Blog Host ที่เราเลือกใช้ เช่น WordPress หรือ MovableType นั้นจะมี RSS ลิงค์ไว้ให้เราโดยอัตโนมัติ โดยเจ้า RSS Feed นี้จะช่วยให้ผู้อ่านเข้าถึงบทความของเราได้ง่ายขึ้น โดยการใช้โปรแกรมช่วยอ่าน Feed ได้ด้วย บางครั้งนักเขียน Blog คนอื่น ก็อาจใช้ RSS Feed นี้เพื่อประโยชน์ในการดึงข้อมูลไปแสดงในเว็บ หรือบล็อกของตนได้
7.จากการเรียนการอนในวันนี้สิ่งที่นักศึกษาได้คือ
7.1 E-Mail Address ของนักศึกษาคือ yaya.pretty@gmail.com
7.2 WEB BLOG ของนักศึกษาคือ sureerad.blogspot.com
8.ให้นักศึกษาอธิบายการสร้าง Blog มาอย่างละเอียด
1.เข้าไปที่ http://www.blogger.com/จะแสดงหน้าจอแบบนี้ ให้คลิกที่ สร้างเว็บบล๊อกของท่านเดี๋ยวนี้
2.เมื่อท่านคลิกนี้ จะปรากฎเป็นรูปเว็บบล็อก
3. ให้ใส่รายละเอียด-ที่อยู่อีเมล : (จากที่ท่านได้สมัคร Gmail มาแล้วก่อนหน้านี้)-Enter Password : (ใส่รหัสผ่าน)-พิมพ์รหัสผ่านอีกครั้ง-Displya name (ตั้งชื่อที่จะให้แสดงตอนโพสเว็บบล็อก)-พิมพ์ตามอักษรที่ปรากฎให้ถูกต้อง-คลิกดำเนินต่อไป
4.จากนั้นให้ตั้งชื่อ เว็บบล็อกของท่าน-คลิกที่ตรวจสอบ เพื่อตรวจเช็คดูว่า มีใครใช้ชื่อนี้ไปหรือยัง ถ้ามีแล้วระบบจะแจ้งเตือนว่าใช้ไม่ได้ และจะมีตัวเลือกให้เราโดยอัตโนมัต ถ้าชอบใจตัวไหน ก็คลิกที่ชื่อด้านล่างตัวนั้นได้ แต่ถ้าต้องการชื่ออื่นอีกก็ตรวจสอบจนกว่าจะได้ชื่อที่คุณพอใจ เมื่อได้ชื่อตามที่ต้องการแล้ว คลิกที่ ดำเนินต่อไป
5.จากนั้นจะเข้าสู่การเลือกแม่แบบว่า เราต้องการเว็บบล็อกรูปแบบไหน มีให้เลือกมากมายตามต้องการสามารถคลิกเพื่อดูตัวอย่างแม่แบบได้ เมื่อได้แม่แบบตามที่เราชอบแล้ว คลิกที่ ดำเนินต่อไปต่อไปกดเริ่มต้นการส่งบทความทำความเข้าใจก่อนนะครับว่า Google AdSense ยังไม่รองรับเว็บไซต์ภาษาไทย แต่ในอนาคตคาดว่า ทาง Google AdSense จะยอมรับเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาที่เป็นภาษาไทย ดังนั้น ควรนำเว็บบล็อกที่มีเนื้อหาภาษาอังกฤษมาทำการสมัครให้ผ่านก่อน โดยไปหาเนื้อหาภาษาอังกฤษ ได้ที่นี่ โดยคุณควรจะเลือกทำเรื่องใดเรื่อง